1
B.A.C School.
เสียงแว่วจากมุมมืดของห้อง
เสียงของตัวโน๊ตแต่ละตัวที่ค่อย ๆ ทยอยออกมาเป็นเสียงเพลง
เพลงที่ๆไม่ว่าใคร ๆ ก็รู้จัก “เมโลดีสีเลือด” บทเพลงที่จะได้ยินก่อนจะเกิดการตายอย่างเป็นปริศนา
“ เฮ้ ๆ
ซีเนียร์แกช่วยเล่นให้มันเป็นเพลงมากกว่านี้ได้ป่าวว่ะ
อย่าทำเหมือนฉันทำลังสอนเด็กอนุบาลอยู่สิ”
เสียงพี่คนโตพูดแล้วมองไปที่น้องรองของบ้านอย่างเหนื่อยใจ
“ก็มันยากนี่หน่า
คนมันพึงหัดเล่นทำไงได้เล่า” เสียงเจ้าน้องรอง เถียงกลับ
“ว่าแต่เนื้อเพลงที่วานให้ทำไปถึงไหนแล้วล่ะ?”
พี่คนโตถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร
“ใช่ๆ
ว่าแล้วว่าลืมอะไร แหะ ๆ ขอโทษทีนะพี่” น้องรองทำหน้ารับผิดสุด
ๆ
“แกนี้ไม่ได้เรื่องเลย
รู้อย่างนี้ให้ไอ้จีเนียร์ทำยังจะดีกว่า” จูเนียร์พูดอย่างปะชดก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟา
และถอดหายใจอย่างเบื่อหน่าย
“พี่ ๆ
ครับผมหิวข้าวแล้วนะครับ เมือไรจะลงไปกันสักที” เสียงเจ้าน้องเล็กของบ้านตะโกนมาจากนอกห้อง
จึงได้ยินกับทั่วบ้าน
“กำลังไปแล้ว ๆ รอแปปหนึ่ง” ซีเนียร์รีบตอบรับ เพราะไมอยากซ้อมเปียโนต่อ
“ถ้าหิวนักก็ไปกินก่อน
วันนี้ตอนเย็นค่อยซ้อมใหม่” พูดเนียร์พูดด้วยน้ำเสียงเย็นช้าก่อนที่จะเดินผ่านหน้า
ซีเนียร์ไป เปิดประแล้วเดินลงไปที่โต๊ะอาหาร
ขณะ
ที่เดินลงบันไดข่าวภาคก็ทำให้ซีเนียร์อารมณ์เสียสุด ๆ
ก็ไอ้ข่าวฆาตกรโรคจิตที่ใช้เปียโนเล่นเพลงโปรดของตนไปทำการฆาตกรรม
ข่าวล่าสุดเหตุเกิดที่โนรงเรียนเวชศาสตร์วิทยาคมโรงเรียนที่พึงได้รัยรางวัลโรงเรียนดีเด่นอันดับ
2 ของประเทศ
“ป้าครับ แล้วป๋ากับม่า ล่ะครับ?” จีเนียร์เอ่ยถามทามกลางความเงียบ
“อ๋อ คูณผู้หญิงกับคุณผู้ชาย ยังไม่ได้กลับบ้านตั้งแต่เมื่อคืนแล้วแหละค่ะ
ป้าก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าไปไหน” คนรับใช้ อายุราว ๆ 40
ตอบคำถามอย่างหน้ามึนงง
“โอ้โฮ้! ไม่กลับบ้านตั้งเมื่อคืนไปไหนกันหนอ”
“ไหนว่าหิว ไม่กินเข้าไปล่ะ พูดมากอยู่ได้” พูดเนียร์พูดก่อนที่จะหยิบน้ำที่วางไปข้างขึ้นมาจิบเล่น
“แล้วก็รีบ ๆ กินด้วยล่ะวันนี้พี่มีสอบแต่เช้านะ” ซีเนียร์พูดขึ้นมาเหมือนพึงคิดได้
จนทำให้จีเนียร์สำลักข้าวเอามา
“ใครบอกวันนี้ผมจะไปโรงเรียน
ห๊า!” จีเนียร์ตอบอย่างกวนประสาท
“ก็ลองแกไม่ไปดูสิจีเนียร์
แกโดยหักเงินค่าขนมแน่” จูเนียร์พูดแล้วมองไปที่จีเนียร์ทำสายตาโหดร้ายจนไม่กล้าถียงเลยทีเดียว
“ครับ ๆ
สรุปผมก็ต้องไปใช่ไหมเนี้ย กะจะไปที่คาสิโนเพื่อนพี่ซักหน่อย อดเลย” จีเนียร์ถอดหายใจอย่างเบื่อ ๆ
“ก็แกยังไม่พัฒนาจาก
F ให้เป็น A ไม่ได้ก็อย่าหวังจากพี่จูเนียร์เขาจะให้นายไปนะจีเนียร์”
ซีเนียร์พูดพร้อมกับหัวเราะเยอะ
“ซ้ำเติมกันแท้นะ” จีเนียร์พูดอย่างหน้าเศร้า
หลังจากจบการสนทนาที่แสนจะน่าเบื่อแล้ว
ทุกคนก็ต่างแยกย้ายเข้าห้องไปแต่งตัวเพื่อไปโรงเรียน
“คุณชายเล็กค่ะวันนี้จะขับรถไปเองหรือจะให้ขับรถไปส่งค่ะ” เสียงคนใช้หน้าแก่ตะโกนดังมาจากด้านล่าง
“เดี๋ยวผมไปพร้อมกับพี่ ๆ น่ะครับวันนี้จะเอารถไปคันเดียวครับ” เสียงน้องเล็บตะโกนตอบ
ณ B.A.C School
เป็นโรงเรียนเครือเดียวกับโรงเรียนเวชศาสตร์วิทยาคม
“เฮ้ย! ประธานนักเรียนมาแล้ว” เด็กอายุราว 15
ตะโกนบอกเพื่อนที่กำลังพ่นสีที่อย่างสบายอารมณ์ แล้วพากันวิ่งหนีแทบไม่ทัน
รถเบนราคาเยียบ 7 แสน จอดที่ข้างเข้าหอประชุม
คนที่เปิดประตูรถออกที่คนแรก
จีเนียร์น้องเล็กที่สุดของตระกูลนักธุรกิจพันล้านที่นิสัยแย่ (มาก ๆ) ตามมาด้วยเด็กเรียนน่าตาดีที่เป็นที่กรี้ดกราดของสาว
ๆ ทั้งโรงเรียน สุดท้ายที่พี่คนโต จูเนียร์ ประธานนักเรียนสุดโหด
เป็นที่หวาดกลัวของนักเรียนที่ไม่ถูกระเบียบทั้งหลาย
“พวกเศษสะวะ” เสียงพูดที่เย็นชาของจูเนียร์ขณะกำลังไปที่ห้องของตนเอง
“งั้นพี่ค่ะพวกเราไปก่อนนะเดี๋ยวเจอกันตอนเย็นนะ” ซีเนียร์บอกจูเนียร์พี่ชายก่อนที่จะลากน้องเล็กที่กำลังหวานเสน่ห์สาวที่ทั่วไปส่งที่ห้องเรียน
หลังที่แยกกับน้อง ๆ แล้วจูเนียร์กำลังเดินตรงไปที่ตึกการจัดการเป็นที่
ๆ ของประธานนักเรียนและมีแต่อาจารย์บางคนเท่านั้นที่เข้าได้
“จูเนียร์เพื่อนรักกกกกกกกกกก ก.”
เสียงใครคนหนึ่งตะโกนมาจากด้านหลังทำเอาจูเนียร์ต้องกลับหลังหันที่ดู
“เจเนซิส!!!!!!!!!” จูเนียร์เอ๋ยออกมาด้วยความตะลึง
“เฮ้ย! ฉันไม่ใช่ผีนะเว้ยทำไมต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้นด้วย”
เจเนซิสถามด้วยความสงสัย
“ก็แกเคยมาโรงเรียนเช้า ๆ กับเขาที่ไหนกันเช่าเห็นมาทีก็คาบ 5 คาบ 6 แล้ว”
จูเนียร์ตอบกลับ
เจเนซิสเพื่อนตั้งแต่สมัยประถมพ่อเราสนิทกันเอามาก
ๆ ทำให้เราเจอหน้ากันบ่อย ๆ เลยเข้ากันได้ดีและหลังจากนั้นเราก็เรียนเรียนที่เดียวกันมาตลอก
เออลืมบอกไปเจ้านี่ก็อยู่คลาสพิเศษเหมือนกันแต่อยู่อันดับ 3 ของชั้นปี
ส่วนผมนะหรอไม่ต้องถามหรอก ผมก็ต้องที่ 1 อยู่แล้ว
“เออ จูเนียร์เพื่อนรัก ขอลอกการบ้านเมือวานหน่อยดิ ฉันไม่เข้าใจว่ะ”
เจเนซิสพูดพร้อมกับทำหน้าน่าสงสารเวทนาอย่างสุดๆ
“ก็แกเล่นหลับทั้งคาบอย่างนั้นถ้าแกเข้าใจก็คงเก่งน่าดู” จูเนียร์พูดปะชดกลับ
“หึ พวกเป็นคลาสพิเศษรวยแล้วคิดว่าเก่งนักรึไงว่ะ ก็แค่รวยเลยได้อยู่คลาสพิเศษมันก็ความรู้พอกันล่ะว่ะ”
นักเรียนชายในกลุ่มหนึ่งพูดขึ้น
“เฮ้ย อย่าพูดงี่ดิว่ะ เดี๋ยวก็ซวยกันหมดหรอก” เด็กอีกคนพยายามหยุดความปากพร่อยแต่ก็ไม่ได้ผล
“เฮ้ย! พูดยังงี้ก็มีเรื่องดิว่ะ” เจเนซิสพูดด้วยความโกรธสุด
ๆ
“พอเหอะ” จูเนียร์พยายามกันไม่ให้มีเรื่อง
“ถ้าพวกแกคิดว่า พวกเราแต่รวยอย่างเดียวแล้วความรู้พอ ๆ กับพวกแก ก็ลองสอบเข้ามาอยู่ในคลาสพิเศษให้ได้สิ”
จูเนียร์เอ๋ยด้วยความไม่พอใจเท่าไร เมื่อจีเนียร์พูดจบทำให้เด็กกลุ่มนั้นเถียงไม่ออก
และเดินจากไป
“ขอบคุณจูเนียร์เมื่อกี้ถ้านายไม่หาม ฉันคงได้ไปนั่งเล่นฝ่ายปกครองแน่ ๆ
เออว่าแต่ว่าน้องแกล่ะ” เจเนซิสมองไปข้างหลัง มองซ้าย มองขวา
“เดินไปห้องกันแล้วแหละแล้วแกมีอะไร”
จูเนียร์ถามด้วยความอยากรู้
“เปล่า ๆ ไม่มีอะไร”
ขณะเดินจูเนียร์สังเกตเห็นรถบรรทุกแล่นรถเข้ามาในโรงเรียน
จึงเดินตรงเข้าไปหาคนขับรถบรรทุก
“เข้ามาในโรงเรียนทำไม” จูเนียร์เอ๋ย
ถามด้วยสีหน้าเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาคนขับยืนแข็งจนพูดอะไรไม่ออก
“ผมถามว่า รถคุณเข้ามาในโรงเรียนผมทำไม ไม่ได้ยินรึไง” จูเนียร์พูดเสียงดังกว่าเดิมทำให้นักเรียนแถว ๆ นั้นหันที่มองเป็นแถบ ๆ
“ผมเอาเปียโนมาไว้ครับ ~” คนขับรถบรรทุกตอบด้วยเสียงสั่น
ๆ
ระหว่างที่คนขับรถกลังตอบคำถามอยู่ จูเนียร์ก็กระโดนขึ้นไปบนรถเรียบร้อยแล้ว
“เฮ้ย! จูเนียร์นายจะขึ้นไปทำไม
มีแต่ฝุ่นฉันหายใจไม่ออกแล้วนะเฟ้ย” เจเนซิสพูดรีบเร่งให้เจ้าเพื่อนแสนจะสอดรู้ไปจาดตรงนี้ไว
ๆ หลังจากที่กระโดนขึ้นรถไปแล้วก็ไปยืนมองข้างเปียโน
เหมือนจะถูกใจอะไรบ้างอย่างกับเจ้าเปียโนตัวนี้
“แล้วจะขนมันไปไว้ไหน”
จูเนียร์พูดมองลงมาข้างล่างเหมือนบุคคลที่ตนคุยอยู่ต่ำต้อยกว่า
“มีครูบอกว่าให้เอาไว้ห้องเก็บของครับ” คนขับรถยังคงตอบคำถามของจูเนียร์ด้วยเสียงสั่น ๆ เช่นเดิม
“’งั้นช่วยยกไปไว้ที่สวนของประธานนักเรียนให้ที่นะครับ
เพราะผมชักจะชอบเจ้าเปียโนตัวนี้ซะแล้วล่ะ” จูเนียร์บอกคนขับรถแต่สายตากลับมองที่เปียโนสีดำเงางามที่อยู่บนรถ
“เฮ้ยจูเนียร์ฉันว่านายเปลี่ยนใจเหอะ
ฉันไม่ชอบเลย มันยังไง ๆ ก็ไม่รู้ว่ะ” เจเนซิสพูดอย่างคนสีหน้าปอดแหก
“แกช่วยทำสีหน้าให้ดี ๆ กว่านี้หน่อยได้ไหมว่ะ หน้าแกตอนนี้ยังกะคนปอดแหกอย่างไง
อย่างงั้นเลย” จูเนียร์พูดพร้อมกับมองที่เจเนซิสอย่างสมเพส
“ตามใจนายแล้วกันแต่ไปจากตรงนี้ก่อนได้ไหมเล่า ฝุ่นมันเยอะนะเว้ย” เจเนซิสเปลี่ยนในทันที่
จูเนียร์แระโดนลงจากรถบรรทุกคันใหญ่ก่อนที่คนบรรทุกไป
ณ หอประชุมของโรงเรียน B.A.C หอประชุมขนาดใหญ่ที่สามารถจุนักเรียนได้กว่า 1000
“สวัสดีนักเรียนทุกคนวันนี้ก็คงเป็นสัปดาห์สุดท้ายก่อนจะปิดเทอมแล้ว”
เสียงประกาศจากเวทีของ ผอ.
“น่าเบื่อ! จะพูดอะไรกันมากมาย”
จูเนียร์บ่นพรึพรำก่อนที่เดินออกจากแถวหน้าตาเฉยตา
“เธอดูสิ
เป็นนักเรียนแท้ๆ กับไม่ฟัง ผอ.พูด” เด็กนักเรียนผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้น
จูเนียร์ชะงักแล้วหักมามอง ทำให้บรรกาศบรรเวณนั้นน่ากลัวขึ้นมาโดยทันที
จนเด็กผู้หญิงที่พูดเงียบสนิท จากนั้นจูเนียร์เดินออกมาจากหอประชุมทิ้งเจเนซิสผู้น่าสงสารไว้
“เฮ้อน่าเบื่อจริง ๆ
เลยแฮะ” จูเนียร์พรึพรำอยู่กับตัวเอง
“ไงจูเนียร์!” เสียงผู้หญิงจากมุมที่มองไม่เห็นทักจูเนียร์อย่างสนิทสนม
“เฮ้ ๆ
ฉันไม่ชอบให้ใครเรียนชื่อห้วน ๆ หรอกนะ ถ้าไม่รู้จักก็เรียกว่า ประธานนักเรียน”
จูเนียร์ตอบเสียงที่ดังมาจากมุมมืดนั่น
ฟิ้ววว ว.
“แค่นี้ก็จำกันไม่ได้”เสียงที่เคยดังจากมุมมืด เปลี่ยนเป็นการกระซิบอยู่ที่ข้างหูแทน
“ไม่มีที่ไปแล้ว
รึไงวิญญาณเร่ร่อนอย่างเธอน่ะ?”
จูเนียร์หันกลับไปตอบคนถามของเธอ ทำให้สองหน้าห่างกันเพียงไม่กี่เซน
“นิ ทักกันดี ๆ
กว่านี้หน่อยสิ ฉันอุตสาห์มาอยู่เป็นเพื่อนนะ”
เธอตอบอย่างหน้าแดงเป็นลูกตำลึง ก่อนที่จะเอาหน้าออกห่างทันที
“ฉันไม่ได้ขอร้องให้มาอยู่เป็นเพื่อนสักหน่อย”
จูเนียร์พูดอย่างตักท้อน้ำใจก่อนที่จะเดินไปทางด้านหลังของโรงเรียนซึ้งเป็นตึกพิเศษสำหรับ
ประธานและรองประธานนักเรียน เท่านั้น
“จูเนียร์!
อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียวสิ ”
เธอตะโกนบอกเด็กชายทีกำลังเดินอย่างไม่หยุด
“จะกลัวอะไรเล่าเธอก็เป็นผีไม่ใช่รึไง”
จูเนียร์ตอบขณะที่กำลังเดินอยู่
“ถึงงั้นก็เหอะแต่ฉันกลัวนี่หน่า” เธอพูดไปทั้ง ๆ รู้ว่ายังไงเขาก็คงไม่ได้ยิน ใช่แล้วเกือบลืมแนะนำตัว
ฉันชื่อ วาลิล เป็นผีเร่ร่อนอย่างที่นายนั่นบอกน่ะแหละ
ก็ฉันก่อนกำหนดเลยต้องมาเป็นปีเร่ร่อนอย่างนี้แระ
เผอิญฉันโชคร้ายทีดันไปนั่งเครื่องบินไฟล์เดียวกับนายนั่น
และก็ซ้ำร้ายที่ยังไม่เกิดไม่ได้เลยตายติดหมอนั่นมาตลอด
ไม่คิดเหมือนกันว่าหมอนั่นจะมองเห็น
แต่ก็เอาเหอะยังไงก็ยังไม่คนเซ่นของให้ทานแล้วกัน
2
ปริศนาหน้าแรก
เวลาที่แสงตะวันค่อย
ๆ ลับไปจากขอบฟ้า ความมืดมิดค่อย ๆ มีเยือน
เด็กชายคนหนึ่งกำลังนั่นคุ้นคิดกับอะไรบ้างอย่างในมุมมืดของห้อง
โดยจองมองเปียโนเครื่องสีดำ ที่ตั้งตระง่าอยู่กลางห้อง
“แกคิดจะทำอะไร อยู่ไอ้โรคจิต” เขาพูดลอย ๆ
ออกมาโดยไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบ ก่อนที่ถอดหายใจและเดินออกจากห้องไป
ปัง
งงงง .
เสียงปิดประตูที่รุนแรงทำเอา อาคารนั้นแทบทรุด [มีปัญหาอะไรมากฟ่ะ
บรรยายอยู่ได้]
[เฮ้ย! นี่คนแต่งนะเว้ย อย่าเถียงดิ T_T]
รถคาราแพงจอดอยู่ที่ประตูเป็นที่แปลกใจของ จูเนียร์เป็นอย่างยิ่ง
“ไบรอัล” เสียงที่ออกมาจากจูเนียร์ ที่กำลังตกตะลึง
“ไงไม่ได้เจอกันนานเลยสบายดีรึป่าว”
ไบรอัลพี่ชายต่างมารดา ซึ่งเจ้านั่นเป็นคนที่ฉันคิดว่าเป็นศัตรูตั้งแต่เกิดเพราะเกิดห่างกันไม่ถึงชั่วโมง
เจ้านั่นเรียนอยู่ที่อเมริกาแล้วกลับมาทำไม?
“ไง ๆ อย่าทำไมหน้าตกใจอย่างนั่นสิ อุตสาห์บินกลับมาทั้งที่” ไบรอัลพูดด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย
ก่อนที่เดินเข้ามาใกล้น้องชายของตนแล้วเอามือเตะไหล่เบา ๆ
ก่อนที่จะกระซิบอะไรบางอย่างข้างหูของจูเนียร์
“#%&*%$#&*&^” ซึ่งเมื่อจบคำพูดทำเอาจูเนียร์ ถอดสีหน้าทันที เหมือนกำลังอึงกับสิ่งที่ได้ยิน หลังจากพูดจบแล้ว ไบรอัลก็เดินเข้าบ้าน
“แกกลับมาทำไม
กันแน่ ไบรอัล?” หลังจากตั้งสติได้
จูเนียร์หันกลับหลังได้พูดทันที
“ก็ลองคิดดูสิ?”
ไบรอัลพูดพร้อมกับทำหน้ายั่วโมโหสุด ๆ แล้วเดินเข้าบ้านไปอย่างหน้าระรื่น
“แกนะแก” จูเนียร์พูดหับคัวเองหน้าความเจ็บใจ พร้อมกับคิดอะไรบ้างอย่างที่
ไบรอัลพูด
“บทเพลงต่อไปงั้นหรอ
แกหมายถึงอะไรกันแน่ว่ะ”
ณ ห้องอาหารของบ้าน
วันนี้ครอบครัวอันแสนสุข ( มั่ง )
ก็ได้มาทานอะไรพร้อมกันซักที มีพ่อ ปีเตอร์ แฮดิส ประธานบริษัทยักษ์ใหญ่ แม่ อลัญญา แฮดิส ลูกสาวของทูตเกาหลี
พร้อมด้วยลูก ๆ จูเนียร์ ซีเนียร์ จีเนียร์และ ไบรอัล
“โห!!! พี่ไบรอัล ของฝากเยอะแยะเลย มีของผมรึเปล่าเนี้ย” จีเนียร์ถามพร้อมกับรื่อของให้ถุงของฝาก
“ของนาย น่ะหรอ มีอยู่แล้วล่ะ”
ไบรอัลพูดแล้วแล้วมาหยิบถุงใบสีขาว ใบเล็ก ๆ ให้เจ้าน้องเล็กสุด
“เย่ เย่ ~ ของผมน่ะดีกว่าของพี่จีเนียร์ซะอีกนะ”
ซีเนียร์พูดพร้อมกับหยิบของ ชิ้นหนึ่งออกมาจากถุงผ้าสีดำที่อยู่ด้านในถุงใบเล็กสีขาว
สิ่งนั้นเป็นโมเดลเปียโนเครื่องเล็กที่เป็นคอแลคชั่นที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้
“เฮอะ! แล้วยังไงล่ะ
ของนายมันก็แค่โมเดลเปียโนกระจอกๆ หลังเดียวเท่านั้นแหละ =^=”
จีเนียร์พูดพลางเชิ่ดริมฝีปากขึ้นอย่างไม่แคร์ปากเสียๆ
ของน้องชายตัวเอง
“จิ๊! ของพี่มันก็แค่โน้ตเพลงกิ๊กก๊อกไร้สาระเหมือนกันแหละน่า
>3<”
จีเนียร์เองก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน
เมื่อพี่สาวอย่างซีเนียร์มาว่าของที่ตนเห็นแล้วถูกใจอย่างโมเดลอันนี้
“อย่ามาว่าของของฉันนะ! เจ้าเด็กบ้า!”
“พี่เริ่มก่อนนะ!”
“ใครกันแน่ที่เริ่มก่อนนะฮะ!”
“พี่นั่นแหละ!”
“นายนั่นแหละ!”
“พี่นั่นแหละ!”
“นายนั่นแหละ!”
“เงียบ!!!”
เสียงตะคอกเย็นๆ
ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากบางสีแดงสดของจูเนียร์ ทำให้การโต้วาทีระหว่างซีเนียร์และจีเนียร์เงียบลงในทันที
เพียงเพราะน้ำเสียงและแววตาที่หงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดของเขานั่นล่ะ
ที่ทำให้ห้องทั้งห้องตรงอยู่ในความเงียบในทันที
“เอ่อ... พ่อว่า.. เรามาทานอาหารกันดีกว่า ^-^;”
และนั้นจึงทำให้ผู้เป็นพ่ออย่างปีเตอร์ต้องรีบสงบศึกสงครามเย็นของลูกๆ
ของตนในทันที
แล้วการรับประทานอาหารเย็นของครอบครัวก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น
แต่ในขณะนั้นเอง...
คลืด...!
“ผมอิ่มแล้วครับ”
ร่างสูงของจูเนียร์ลุกขึ้นยืนแล้วทำท่าว่าจะเดินออกไปจากวงรับประทานอาหารที่แสนสุขของครอบครัว
แต่ก็ต้องหยุดชะงักลง เมื่อผู้เป็นมารดาอย่าง อลัญญา ถามขึ้นเสียก่อน
“ทำไมรีบอิ่มจังละลูกวันนี้”
“นั่นสิ รีบอิ่มจัง”
เสียงทุ้มของไบรอัลถามมาติดๆ
กับอลัญญา และใบหน้าที่เปื้อนยิ้มนั่นล่ะที่ทำให้อารมณ์ของเขาประทุขึ้นมาในทันที
“เปล่า...” ฉันแค่สะอิดสะเอียนรอยยิ้มของแก
คำหลังนั้นเขาพูดกับตัวเองในใจ
เพราะไม่อยากให้อลัญญาต้องเป็นห่วง
จากนั้นเขาก็เดินขึ้นไปที่ห้องนอนด้านบนในทันที
เมื่อเข้ามาในห้องแล้ว
เขาก็จัดการถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกในทันที แต่ขณะที่เขากำลังจะถอดกางเกงออกนั้น
ก็มีเสียงๆ หนึ่งดังขัดขึ้นมาเสียก่อน
“กรี๊ด! อีตาบ้า! ลามก”
เสียงเล็กๆ
ของวาลิลร้องขึ้นในทันที เมื่อเห็นท่อนบนที่เปลือยเปล่าของจูเนียร์
เธอรีบยกมือขึ้นปิดตา
แล้วหันหลังให้กับเขาในทันที
“เป็นบ้าอะไรของเธอ”
เสียงเย็นๆ
หลุดออกมาจากริมฝีปากบางสีแดงสดของเขาอีกครั้งอย่างหงุดหงิดกับเสียงแว่ดๆ ของยัยผีเร่ร่อนจอมวุ่นวาย
“นะ...นาย... อ๊ายยย!”
“หยุดแหกปากหน่า มันน่ารำคาญ”
นายจูเนียร์ผู้ชายที่มีใบหน้าที่สามารถดึงดูดหัวใจหญิงสาวให้หลงใหลในรูปโฉมของเขา
ทั้งคิ้วคมเข้มที่ขมวดเข้าหากันอย่างหงุดหงิด ดวงตาสีดำเรียวคมดุจราชสีห์ จมูกโด่งเชิ่ดขึ้นอย่างหยิ่งจองหองเป็นสัน
ริมฝีปากบางเฉียบสีแดงสด และใบหน้าเรียวๆ ที่รอบกรอบด้วยเส้นผมสีดำเป็นเงา
ที่ถูกซอยให้เป็นทรงลากไทรที่ยุ่งเหยิง บ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวไม่ค่อยจะสนใจอะไรกับมันมากนัก
แล้วไหนจะหุ่นสูงๆ ของเขา ที่มองภายนอกเหมือนพวกผอมแห้ง แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าจริงๆ
แล้วเขา... >///<
“กะ...ก็ นาย... ฮึ่ย!”
ฉันที่ยืนหันหลังให้เขาอยู่นั้นถึงกับใจเต้นรัว
เมื่อรู้ว่าในตอนนี้เขาอยู่ในสภาพแบบไหน
“เธอมีอะไรก็ว่ามา ฉันจะอาบน้ำ...”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด
อะ...อะไรกัน!
ฉันมันหน้าหงุดหงิดขนาดนั้นเลยเหรอไง!
“เออ! ระ...รู้แล้ว! ก็กำลังจะพูดอยู่นี่ไงเล่า!”
“...”
“คือ... เมื่อกี้ฉันเห็นผู้ชายที่ชื่อไบรอัล...”
“มันทำไม”
“ฉันเห็นเขาทำอะไรซักอย่างอยู่ในห้องที่มีเปียโนหลังเก่าสีดำเคลอะ
ที่อยู่ในห้องทางด้านปีกซ้าย”
ฉันพูดพลางเรียงลำดับเหตุการณ์ที่ตัวเองไปพบเห็นมาเมื่อสักครู่นี้
“...”
คิ้วเข้มของเขาขมวดเป็นปมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อะ...อะไร
เขากำลังคิดอะไรอยู่กันนะ
“แล้วพูดอะไรสักอย่าง ฉันก็ฟังไม่รู้เรื่องเหมือนกันว่าเขาพูดว่าอะไร...แล้ว...
เฮ้! นั่นนายจะไปไหนน่ะจูเนียร์!”
ฉันที่ร้องเรียกตามหลังจูเนียร์
เมื่อเขาเดินออกจากห้องไปทั้งที่ตัวเองยังอยู่ในสภาพที่เปลือยท่อนบน
‘แกคิดจะทำอะไรกันแน่ ไบรอัล...’
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูจากนอกห้อง
ทำให้เจ้าของห้องสะแยะยิ้มออกมาเหมือนคาดเดาไว้แล้ว
“เฮ้ย ๆ ฉันรู้ว่าแกยังไม่ได้นอน เปิดประตู มีเรื่องจะคุยด้วย”
เสียงคนที่กำลังเคาะประตูพูดขึ้น
เป็นเสียงที่สามารถบ่นบอกถึงความงุดงิดของเขาได้เลย
“แม้ๆ มารบกวนกันทั้งที น่าจะพูดให้ดีกว่านี้หน่อยนะ จูเนียร์”
เจ้าของห้องเปิดประตูห้องออกมา
มองไปที่คนที่มารบกวนอย่างยิ้ม ๆ
“แก...ไบรอัล ! แกรู้เรื่องโน้ตเพลงนั้นใช่ไหม?”
เสียงน้องชายตัวแสบของผมตะโกนขึ้น
จนผมคิดว่าคงได้ยินกันไปทั่วบ้านแล้ว ในตอนนี้
“เอะ ๆ โน้ตเพลงอะไรหน่า ฉันไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย”
ผมพูดกะจะยั่วโมโหเจ้าน้องตัวแสบ
ดูสิจะทำหน้ายังไง แน่นอนผมคิดว่าเขาคงจะโกรธหูตั้งเลยทีเดียว
“แกอย่ามาทำไม่รู้ไปหน่อยเลย
เรื่องที่แกบอกเมื่อเย็นมันเกี่ยวกับโน้ตเพลงนั้น แต่ถ้าแกบอกว่าแกไม่เกี่ยวจริง ๆ
แกหลับมาทำไมตอนนี้ ช่วงที่มันดคีโน้ตเพลงปริศนาอยู่?” เห็นไหมผมบอกแล้วดูสิ
โกรธหูตั้งเลย
“ไม่ไหว ๆ กล่าวหาพี่ชายตัวเองแบบนี้ได้ยังไงกัน”
“ฉันไม่นับแกเป็นพี่ชายด้วยซ้ำไป อย่างมาเรียกแบบสนิทไปหน่อยเลย”
“ไม่เอาน่ายังไงเราก็เป็นพี่น้องกันอยู่ดี ถึงจะคนละแม่
แต่ยังไงซะเราก็มีศักดิ์เป็นพี่น้องกันนะ จูเนียร์”
การสนทนาแบบมีผนังกั้นห้องจบลงเมื่อ ไบรอัลเปิดประตูออกมา
เห็นสภาพของจูเนียร์แต่งตัว
“จูเนียร์ ๆ
จะมาหาคนอื่นถึงห้องก็น่าจะแต่งตัวมาให้เรียบร้อยกว่านี้ซักหน่อยนะ” ไบรอัลพูดทั้งยิ้ม ๆ
“แล้วแกมายุ่งอะไรกับการแต่งตัวของฉัน บอกเรื่องโน้ตเพลงนั่นมาได้แล้วอย่ามาเปลี่ยนเรื่อง”
ผมพูดเข้าเรื่องก่อนที่เจ้านั่นจะพาผมออกนอกเรืองไปมากกว่านี้
“อยากรู้อะไรดี ๆ ไหมล่ะ” ยังไม่ทันที่ผมจะตอบ
ตัวของเจ้านั่นก็เข้ามาใกล้และกระซิบอะไรบ้างอย่างใส่หูของผม
ประโยคการสนทนาจบลงเมือเจ้านั่นทิ้งให้ผมยืนทึ่งกับคำพูดนั่น
ปึง
!
เสียงปิดประตูดังขึ้นอีกครั้งเมื่อคราวนี้ไบรอัลปิดประตูไป
ตอนนี้ผมคิดว่ากำลังปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้แล้ว
พอรู้วิธีการที่คนร้ายทำได้แล้ว แต่ทำถามข้อสุดท้ายคือ ‘คนร้ายเป็นคัยกันแน่’
‘แกเป็นคัยกันแน่ แล้วพรุ้งนี้จะมีอะไร’
จูเนียร์พูดพรึมพรำกับตัวเอง แล้วกำลังทบทวนเรื่องต่าง
ๆ ที่เกิดขึ้น
“จูเนียร์” เสียงอันยึดยาวดังมาจากล่างหลัง
ทำให้ผมชะงักพักหนึ่ง
“มีอะไรอีก” จูเนียรถามตอบตามมารยาท
“ก็เห็นดี ๆ นายรีบเดินมา ฉันตามหานายทั่วบ้านเลยนะรู้ไหม”
“ถ้าฉันบอกว่าไม่รู้ล่ะ และอีกอย่างตอนนี้ฉันง่วงนอน” จูเนียร์ทำหน้าเซงๆ ก่อนจะเดินตรงไปที่ห้องนอน
“แล้วเรื่องที่ฉันบอกล่ะ เดี่ยวสิ” ยังไม่ทันตอบเจ้าตัวก็เดินเข้าห้องไปทิ้งให้วาลิลพูดตามท้าย
“นิ ๆ จูเนียร์ตื่นได้แล้ววววววววววว” เสียงตะโกนอันน่ารำคาญดังขึ้น
ผมค่อย ๆ ลืมตาอันหนักอึง ภาพตามชีวิตประจำวันอันน่าเบื่อค่อย
ๆ ปรากฏขึ้น
“เธอทำอะไรของเธอ”ผมพูด เพราะตอนนี้ใบหน้าที่เรียบเนียนของเธอเข้ามาใกล้ผมเกินไปจนสังเกตเห็นปากสีชมพู
ตาคม
‘คิดอะไรอยู่นะ’
“ป่าว ๆ ฉันก็แค่มาปลุกนายแล้วทำไมนายต้องหน้าแดงด้วย”
“ป่าวใครหน้าแดงกัน มันก็เป็นหน้าตาของคนพึงตื่น”
ผมรีบลุกออกจากเตียงพร้อมกันเดินไปหยิบขนหนู
“จะดูฉันเปลี่ยนเสื้อผ้ารึไง” จูเนียร์ถามฉันพร้อมกับยิ้มเจ้าเล่ห์
ๆ อร๊ายยยยยยย
“นายโรคจิต คัยจะดูนายแก้ผ้ากัน”
เธอหน้าแดงเป็นมะเขือเทศก่อนจะเดินออกจากห้องไป
ตอนที่กำลังอาบน้ำผมได้ยินเสียงที่น่านวกหูมาจากข้างล่าง
“เย้ ๆ พี่ไบรอัลจะไปโรงเรียนกับพวกเราด้วย”
เสียงอันน่านวกหูที่แสนจะคุ้น จีเนียร์เจ้าน้องตัวแสบ
“ใช่แล้ว ๆ
พี่เป็นได้สิทธิเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนนะเลยขอไปอยู่โรงเรียนเดียวกับจีเนียร์ไง
ดีไหมล่ะ”
“ไม่ดีเลยซักนิด”
จูเนียร์พูดขณะที่กำลังเดินลงจากบันไดชั้นสอง
“นายไปจะเป็นภาระให้กับฉันซะมากกว่า
ในเมือแค่แวะมาเยี่ยมเสร็จธุระแล้วก็กลับไปซะสิ”
จูเนียร์พูดพร้อมโบยมือไปทางนอกบ้านเหมือนเป็นการบอกว่าเชิญไปจากที่นี่
“ไม่เอาน่าอย่าไล่กันอย่างนี่สิ ^^” ”
“ใช่ ๆ พี่จูเนียร์พี่ไบรอัลพึงมาแค่กี่วันเองนะ จะไล่กลับแล้วหรอ” จู๊ ๆ ความน่าสะพำความก็เข้าครอบงำพื้นที่และพุ้งตรงไปที่คนหนึ่ง ๆ
ที่กำลังตั้งท่าจะทะเละกับจูเนียร์อยู่
‘อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้นนะ’จีเนียร์พูดพร้อมกับภาวนาในใจ
“ไม่เอาน่าๆอย่าทะเละกันสิ”
ไบรอัลพูดพร้อมกับเอาตัวเข้าไปขว้างจูเนียร์ที่กำลังจะสั่งสอยน้องชายตัวเอง
“นายเป็นคัยมาห้ามฉัน”จูเนียร์พูดพร้อมกันเดินตรงไปที่รถ
“เชิญครับ”คนขับรถเปิดประตูรถเปิดกับพูดขึ้น
จูเนียร์นั่งลงที่กึ่งกลางเบาะหลังของรถ
จอดคันหรูจอดที่หน้าที่โรงเรียน
“ทำไมคนอย่างฉันต้องมานั่งรถคันเดียวกับนายด้วย”
จูเนียร์พูดพร้อมส่งสายตาอัมหิตใส่ไบรอัล
“น่า ๆ ฉันมาอยู่แค่ไม่กี่วันเอง ทนๆไปนิดก็ได้นะ ^^’ ” ไบรอัลหันมายิ้มฟืด ๆ ใช่ผมก่อนจะหันไปมองทาง
“จูเนียร์งานโรงเรียนนายช่วงเช้านี้จะมีอะไรบ้างหรอ”ไบรอัลเอ๋ยปากถามจูเนียร์อีกครั้งทำเอาจูเนียร์
งง เล็กน้อย
“งานโรงเรียนมีวันพรุ่งนี้นายเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า”
“ฉันว่าฉันจำไม่ผิดนะ นายสิจำผิดจูเนียร์เป็นกรรมการนักเรียนแท้
ๆไม่รู้วันครบรอบก่อตั้งโรงเรียนหรอกเหรอ”ไบรอัลพูดเหมือนกันจะเยะเยือย
การทะเละของพี่น้องยังดำเนินต่อไป
จนกระทั่งรถเบนซ์คันหรูหยุดลง ที่หน้าโรงเรียน
คนที่เดินลงคนแรกคือ ไบรอัล หนุ่มรูปร่างดี
หน้าเรียวยาว ผมสีน้ำตาลอ่อน ๆ ตัดกับสีผิวขาว ทำให้สาว ๆ
บริเวณโดยรอบตกหลุมรักเข้าให้ชั่วพริบตา
“จะว่าไปฉันไม่มีเวลามาทะเลาะอะไรไร้สาระกับนาย
เรื่องที่ฉันต้องทำมันสำคัญกว่านายเป็นไหนๆ”
จูเนียร์เอ๋ยด้วยใบหน้าที่หลับมาเรียนเฉยอีกครั้ง
ก่อนจะเดินทิ้งให้ไบรอัลยืนเป็นหุ้นอยู่ข้างหลัง
“นะ..นี่”เสียงที่ทักมาจากด้านหลังแต่ไม่ได้รับความสนใจจากจูเนียร์เลยแม้แต่น้อย
3
บทสรุป
ก๊อก ๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
ทำให้ผู้ที่อยู่ให้ห้องค่อย ๆ เดินออกมาเปิดประตู
“อ้าว!” เสียงด้วยความตกใจดังขึ้นจากหญิงวัยอายุประมาณ
20 กว่า ๆ
“จูเนียร์ มาทำอะไรจ้ะ”
“ผมมาหาผู้อำนวยการครับ อยู่หรือเปล่าครับ”
“อยู่จ้ะ ตะแต่” ยังไม่ทันเสียงทักจะจบ
จูเนียร์ก็รีบเดินด้วยความเร่งรีบเข้าประตูไป
“ผอ.” ยังไม่ทันที่จูเนียร์จะพูดจบก็เจอเข้ากับบุคคลที่ตาเกียจที่สุด
“ไบรอัล แกมาทำอะไรที่นี่”
“อ้าวมาไม่ได้หรอกหรอ?”
“อย่ามากวนฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นแก”
“โอเค ๆ ไม่กวนแล้ว ก็แค่มีเรื่องคุยกับ ผอ.น่ะแล้วนายล่ะ”
“ไม่จำเป็นที่ฉันต้องบอกแก”
“อ้าว”
“แกน่ะหมดธุระแล้วก็ออกไปได้แล้ว”จูเนียร์พูดพร้อมกับผลักตัวของไบรอัลออกนอกประตูไป
“ไม่อะไรหรอจูเนียร์หน้าเธอดูเครียด ๆ นะ มีอะไรคุยกับฉันเหรอ”หลังจากการทะเลาะของจูเนียร์กับไบรอัลจบลง ผอ.ก็เอ๋ยถามขึ้น
“ผมมีเรื่องมาถามเรื่องงานโรงเรียนน่ะครับ”
“อ๋อเรื่องนี้นี่เอง
เธอคงจะมาถามว่าทำไมต้องเลื่อนงานโรงเรียนสินะ”
“ครับ”
เวลาประมาณ 18.00 น.
งานโรงเรียนช่วงค่ำกำลังจะเริ่ม
สีสรรยามค่ำคืนของโรงเรียนเต็มไปด้วยไฟหลายสีสันประดับไปทั่ว แต่ในเวลาเดียวกัน
ผู้ชายที่กำลังนั่งกลุ้มอยู่กับเรื่องอะไรบ้างหลายทำหน้าเครียดคิ้วขมวนใส่กัน ‘มีคนให้ฉันเลื่อนน่ะจ่ะ เขาบอกว่าถ้าจัดให้วันนี้
เขาจะช่วยเรื่องทุนการศึกษาของนักเรียน ฉันเองก็ไม่รู้จะปฎิเสธไปทำไมก็เลยตอบตกลง’
“แกจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไรกันแน่” จูเนียร์เริ่มตั้งคำถามให้กับตัวเองและเขาไม่สามารถที่จะตอบได้เลยว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้
“เวลคัม เวลคัม ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกคนเข้าสู่งานโรงเรียนในค่ำคืนนี้
ขอให้สนุกกันให้เต็มที” เสียงจากประชาสัมพันธ์ประกาศขึ้น
“ความรู้สึกนี้มันอะไรกันทำไมมันรู้ว่ามีอะไรผิดปกติ” จูเนียร์หยุดชะงักและเดินออกมานอกระเบียงเพื่อฟังเสียงของประชาสัมพันธ์
“นี่คือปริศนาครั้งใหญ่ที่นายต้องแก้ กรรมการนักเรียนสุดเก่ง
ถ้ายังไม่เริ่มเพื่อนของเธอก็จะ”เมื่อเสียงจากประชาสัมพันธ์หยุดลง
เสียงฝีเท้าเริ่มดังขึ้น และเร็วขึ้น ขณะที่วิ่งลัดผ่านสนามหญ้าหลังตึก
ความสงสัยก็แวบเข้ามาในหัว
‘พวกสวะพวกนั้นหายไปไหนหมด ไม่น่าเป็นไปได้เวลาไม่ถึงชั่วโมง ทำได้ยังไง’
เสียงฝีเท้าของจูเนียร์หยุดลงที่หน้าตึกเคมี จู่
ๆ ความรู้สึกปวดก็แปลบข้นที่ท้ายทอย ก่อนสติสุดท้ายของเด็กหนุ่มจุดับวูบลงไป..
“ตื่นสิเว้ย”
เสียงใครบางคนกำลังเรียกดังขึ้น
จูเนียร์เริ่มฝืนดวงตาที่หนักอึ่งขึ้นอย่างค่อยๆ ในตอนนี้ภาพที่เขาเห็นคือแสง ๆ
สะรัวๆ จากดวงจันทร์ และที่ท้ายทอยยังมีความรู้สึกเจ็บแปลบคล้ายกับถูกฝาดด้วยท่อนไม้
เมื่อตาของเขาค่อย ๆ
เริ่มชินกับความสว่างอันน้อยของพื้นที่แล้วก็ค่อย ๆ หวาดตามองไปรอบ ๆ
โดยไม่ได้สนใจเสียงคนที่เรียกเลยแม้แต่น้อย
“ไอเวร ฉันเรียกแกอยู่นะเว้ยไม่ได้ดูสภาพตัวเองเลยรึไงว่ะ”
“…” ไม่มีการตอบรับอะไรทั้งสิ้น
ในตอนนี้จูเนียร์รู้สึกถึงอะไรบ้างอย่างที่พันธนาการมือและเท้าของเขาไว้และไม่สามารถที่จะแก้ออกได้เลย
“แกนะ คงไม่อยากรีบตายหรอกนะ ฉันขอเตือนปล่อยฉันไปซะ”
“กล้าพูดนะไอเวร สภาพแกตอนนี้ฉันจะฆ่าแกเลยก็ได้ แต่ฉันจะค่อย ๆ
ทามานแกจนกว่าจะตาย”
“โรคจิตโดยสันดานเลยสินะ แกหนะ” เมื่อจบคำพูดผมของจูเนียร์ก็ถูกกระชากขึ้นมาและต่อยไปหนึ่งมัด
ทำให้มุมปากของจูเนียร์แตกและเลือดที่ค่อยๆ ไหลออกมา
แต่ดูเหมือเจ้าตัวจะไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลย
“ปากดีไอเวร ฉันจะดูไอหน้าอย่างแกที่อวกเก่งไปวัน ๆ
จะรอดจากสภาพแบบนี้ไปได้รึเปล่า” คนร้ายเดินออกไปจากที่ ๆ
จับจูเนียร์ ทิ้งไว้แค่ความเงียบเหงา เป็นเศษขยะ จูเนียร์เริ่มค่อย ๆ
มองไปทั่วร่างกายของตัวเองและหาวิธีแก้เชือกที่พันธนาการกรตนเองไว้
“อ่ะ..แกนะพลาดแล้วไอสวะเอ๋ย”
จูเนียร์พูดออกมาเมื่อเห็นเศษแก้วแตก ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ข้าง ๆ หลังจากนั้น
จูเนียร์ค่อย ๆ ใช้เศษแก้วนั้นตัดเชือกเส้นโตที่มัดตนเองไว้
เกี้ยวแล้วเกี้ยวเล่าจนกระทั่งขาด
“จากนั้นก็ไปตั้งหลักสินะ ฉันเตือนแกแล้วนะไอสวะว่าอย่ามายุ่งกับฉัน”
พอคลายเชือกที่มัดไว้ได้จูเนียร์ก็ค่อยๆ
ใช้มือคล่ำผนังเพื่อหาทางออกไปจากที่นี่ เมื่อออกมาจากที่ๆ
โดนจำไว้ได้ก็ได้รู้ว่าที่โดน
เป็นบ้าน 2
ชั้นร้างที่น่าจะเป็นหนึ่งในโครงการบ้านที่อาจจะถูกพับไว้ หญ้าที่สูงขนาดบดบังตัวของจูเนียร์ได้
เป็นที่แอบอย่างดี แต่จูเนียร์ไม่คิดที่จะหนี เขาเริ่มหาร่องรอยที่คนร้ายเดินไป
แต่เหมือนเขาจะเดินมาผิดทาง
“ถนนเหรอ? บ้าชะมัดเดาผิดเหรอเนี้ย”
ในขณะนั้นจูเนียร์เริ่มได้ยินเสียงฝีเท้าใครบ้างคนที่กำลังวิ่งไล่มาใกล้
ๆ นั้นเป็นสัญญาณบอกว่าคนร้ายรู้ตัวแล้วว่าเขาหนีออกมา
ปีน ๆ
เสียงบีบแตรของรถเก๋งสีดำสนิด
ที่มาจอดดักหน้าจูเนียร์ไว้
“แก”
“หวัดดีจูเนียร์มาเดินเล่นอะไรในป่าเนี้ย” เจ้าของรถค่อย
ๆ เปิดหน้าต่างรถ
และพูดพร้อมกับสีหน้าที่สดใสเหมือนได้ไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนี้แม้แต่น้อย
“ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่”
“ก็ป๋าบอกว่าปานนี้แกยังไม่กลับบ้านเลยให้มาตามน่ะ”
“มันไม่ใช่หน้าที่ของแกไม่ต้องมายุ่งกับฉัน”
“ดูเหมือนว่านายกำลังเจอเรื่องไม่คาดฝันอยู่สินะ”ขณะที่
2 พี่น้องกำลังคุยกับอยู่ คนร้ายของโผล่ผล่วดออกมาจากป่า
“พาเพื่อนมาตายด้วยรึไงไอเวร”
คนร้ายพูดพร้อมกับเอือมมือไปหยิบมีดที่อยู่ด้านหลังออกมา
“หว้าเป็นเด็กเป็นเล็กเล่นของมีคมมันไม่ดีนะ”ไบรอัลพูดพร้อมกับหยิบอะไรบ้างอย่างออกมาจากรถและมายืนบังหน้าจูเนียร์ไว้
“จูเนียร์คนที่ทำแบบนี้กับนายยังไงนายก็ต้องเอาคืนอยู่แล้ว
งั้นฉันขอเลยล่ะนะ”
“เฮ้ย อย่ามาแย่งเยื่อของฉันนะเว้ย”
ปัง ! ยังไม่ทันพูดจบ ลูกตะกั่วก็วิ่งเข้าใส่สมองของคนร้ายเข้าอย่างจัง
ทำให้ร่างของคนร้ายล่มลงไปกองกับพื้น
“ตายแล้ว
ไอสวะเอ๋ยใครใช้ให้แกฆ่ามัน”
“ก็อะ...อ้าวนายไม่แค้นมันเหรอ”
“แค้นก็ไม่ได้หมายความว่าให้แกฆ่านะเว้ย”
“ยังไงมันก็ตายแล้ว หลับบ้านดีกว่า” จูเนียร์พูดเสร็จแล้วก็เปิดประตูเข้าไปนั่งให้รถ
“แล้วแกล่ะไม่กลับบ้านรึไง”
“กลับสิกลับ” ไบรอัลรีบทิ้งปืนแล้ววิ่งขึ้นรถไป
เช้าวันรุ่งขึ้น
แสงแดดที่เจิดจ่าง เด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ที่เก้าอี้เล่นเปียโนเครื่องสีดำสนิด
อันแวววาว นิ้วอันเรียวยาวของเขากดลงตัวโน๊ตแต่ละตัวจนเป็นเพลง แต่อยู่ดี ๆ
เขาก็หยุดเล่นลง มือของเขาเอือมไปหยิบ กระดาษขาด ๆ แผ่นหนึ่งที่วางอยู่ที่เปียโน
ขึ้นมาดู และเดินออกลงมาที่ชั้นล่าง
‘พบศพของเด็กของโรงเรียนชื่อดังเสียชีวิตลงที่ป่าโครงการบ้างร้าง
สัญนิถานเวลาตายประมาณ 21.00 น. และเสียชีวิตเพราะถูกยิง
พบหลักฐานในที่เกิดเหตุเป็นมือหนึ่งกระบอก’
จูเนียร์หยุดยืนมองการรายงานข่าวของช่วงเช้า
เมื่อข่าวจบเขาก็เงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างไร้จุดหมาย อยู่พักหนึ่ง
และถอดหายใจออกมายาว ๆ
“ยังไม่จบสินะ...จะว่าไปยัยโง่นั้นหายไปไหนเนี้ย”
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น